วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การสร้างแรงจูงใจของผู้เรียน


       10 เคล็ดลับกระตุ้นสมองให้ปลอดโปร่ง


 
      สุขภาพของสมองนั้นมีความสำคัญไม่แพ้สุขภาพทางกายเลย ยิ่งหากจะทำงานให้เปี่ยมประสิทธิภาพด้วยแล้วต้องกระตุ้นสมองให้ปลอดโปร่งเป็นอันดับแรก และเราก็มี 10 เคล็ดลับกระตุ้นสมองให้ปลอดโปร่งโล่งสบายมาฝากกันดังนี้

1. อย่างดมื้อเช้า สิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มพลังงานให้กับสมองคืออาหาร ซึ่งเราควรรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ และ ที่สำคัญอย่างมากเลยคืออาหารมื้อ เช้าค่ะ เนื่องจากอาหารเช้าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับคนเราได้ รวมทั้งยังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย

2. จิบน้ำบ่อยๆ ทั้งนี้เป็นเพราะสมองของคนเราประกอบด้วยน้ำถึง 85% เราจึงต้องดื่มน้ำให้เพียงพอคือ 8-10 แก้วต่อวัน โดยอาจจะไม่ต้องดื่มทีละแก้วแต่ปรับเปลี่ยนมาเป็นการจิบบ่อยๆ แทนค่ะ นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยล่าสุดจากโรงเรียนแพทย์แวนเดอร์บิลท์ รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกาว่า คนที่ดื่มน้ำผักผลไม้สดเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ โรคความจำเสื่อม ได้มากถึง 79%

3. ฝึกหายใจลึกๆ ทั้งนี้เพื่อให้ออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมองได้อย่างพอเพียง และการฝึกหายใจลึกๆ เพื่อเอาออกซิเจนเข้าไปในปอดเพิ่มขึ้นก็จะช่วยให้มีออกซิเจนส่งต่อไปยังสมองได้มากขึ้น

4. หาเวลาไปเมาท์กับเพื่อนบ้าง มีการวิจัยพบว่าความเครียดที่เกิดจากความเหงาจะก่อให้เกิดภาวะคอร์ติซอลมากเกิน ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง ดังนั้นนักวิจัยจึงแนะนำให้คนเราคลายเครียดด้วยการหันไปพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อนร่วมงาน หรือไม่ก็อาจจะไปนั่งเมาท์ช่วงมื้อเที่ยงกับเพื่อนบ้างเพื่อช่วยให้บรรเทาความเครียด นอกจากนี้ระหว่างที่เราพูดคุยอาจมีเรื่องให้หัวเราะและยิ้มได้ ซึ่งการหัวเราะและยิ้มบ่อยๆ นี้จะช่วยให้คนเราคลายเครียดได้          

5. ดาร์กช็อกโกแลตช่วยกระตุ้นสมองได้ล่าสุดมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมออกมาว่า สารประกอบหลักในดาร์ก ช็อกโกแลตคือ ฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ในการกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของสมองได้ดีขึ้น ดังนั้นใครที่ชอบกินช็อกโกแลตอยู่แล้วก็กินต่อไปได้อย่างสบายใจเลยค่ะ เพียงแต่ให้เลือกทานดาร์กช็อกโกแลตแทนช็อกโกแลตนม และนอกจากสารฟลาโวนอยด์จะมีอยู่ในดาร์ก ช็อกโกแลตแล้ว ยังพบได้ในชาเขียว บลูเบอร์รี่ และไวน์แดงด้วย      

6. ฝึกสมาธิ ทั้งนี้คุณๆ อาจทำได้โดยการนั่งสมาธิตอนเช้าหรือก่อนนอนวันละประมาณ 15 นาที เพื่อให้สมองผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง ส่วนอีกวิธีหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์แนะนำคือ ให้เดินเท้าเปล่าบนพื้นผิวที่ขรุขระเพื่อเสริมสมาธิ อย่างเช่นเดินบนพื้นกรวด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยทำให้ระบบหูชั้นในทำงานดีขึ้น เมื่อระบบดังกล่าวทำงานดีแล้วจะช่วยทำให้สมดุลของร่างกายดีตามไปด้วย

7. กินมันบดช่วยเสริมความจำ ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะว่าเจ้ามันฝรั่งบดจะช่วยเสริมความจำได้ แต่ก็เป็นไปแล้วล่ะค่ะเพราะมีการวิจัยพบว่า ในมันฝรั่งนั้นมีกลูโคสที่จะไปช่วยเสริมการสร้างแอซิติลโคลีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยกระตุ้นและยับยั้งระบบประสาทของคนเรา ถ้าเมื่อใดที่แอซิติลโคลีนลดลงก็จะทำให้ความจำและสมาธิลดน้อยลงไปด้วย         

8. กินอาหารที่มีประโยชน์และอาหารเสริม การกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบหมู่นอกจากจะช่วยรักษาสุขภาพทางร่างกายแล้วยังช่วยให้สุขภาพสมองดีตามไปด้วยค่ะ ส่วนการกินไขมันดีอย่างเช่น น้ำมันปลา ปลาแซลมอน ถั่วเหลือง น้ำมันพริมโรส นั้นจะทำให้ร่างกายได้รับไขมันดีไปทดแทนไขมันที่สึกหรอในสมอง

 นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในวารสารแลนเซตที่รายงานว่า หากคนเรากินกรดโฟลิกให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย คือประมาณวันละ 400 ไมโครกรัม กรดโฟลิกจะช่วยชะลอการเสื่อมถอยของสมองได้ ส่วนธาตุเหล็กจะมีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้และจดจำ ดังนั้นผู้ที่ร่างกายขาดสารอาหารเหล่านี้ การกินอาหารเสริมสามารถช่วยได้

9. รู้จักปล่อยวางและให้อภัย การปล่อยวางกับเรื่องราวบางอย่าง และการให้อภัยนั้นจะช่วยให้สมองของเราลดภาระในการจดจำค่ะ เพราะระหว่างที่เราเฝ้าครุ่นคิดกับเรื่องบางเรื่องก็จะก่อให้เกิดความเครียดขึ้นได้ ในขณะที่เมื่อเราโกรธตัวเองหรือโกรธคนอื่น สมองก็จะต้องทำงานอย่างหนัก ดังนั้นเรามาฝึกปล่อยวางและให้อภัยกันทุกวันดีกว่า

10. ท่องบทกลอนหรือบทสวดมนต์เป็นประจำ ทั้งนี้เป็นเพราะมีการวิจัยพบว่า หากคนเราได้อ่านข้อความและท่องซ้ำๆ จะเป็นการช่วยกระตุ้นการจดจำได้ สิ่งที่เราควรทำคือท่องกลอนหรือท่องบทสวดมนต์สัปดาห์ละบท พอผ่านไป 1 สัปดาห์ก็ลองกลับมาทบทวนดูว่า ที่ท่องไปนั้นจดจำได้มากน้อยแค่ไหน

 

 

การฝึกทางด้านความจำของสมองในระดับต่างๆ

 

         ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การจดจำ และการคิด นอกจากช่วยพัฒนาสมองแล้วยังช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์สมองด้วย
เล่นลูกบอล การขว้างและรับลูกบอลใบใหญ่จาก 1 ลูกเพิ่มเป็น 2 ลูก จะทำให้สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวและการรับสิ่งของได้ดีขึ้น ช่วยสมองให้พัฒนาในด้านการมองเห็น ระบบประสาท และการทำงานประสานกันระหว่างมือและสายตา

ลดเสียงโทรทัศน์ลง การฟังอย่างตั้งใจจะช่วยทำให้ช่วยฝึกสมองในเรื่องการจับใจความสำคัญของสิ่งที่ได้ยินได้ฟังได้อย่างรวดเร็ว
ฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัด เริ่มด้วยการแปรงฟัน และเริ่มกิจกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น การใช้ช้อนตักข้าว เป็นต้น ฝึกกิจกรรมเหล่านี้บ่อยๆ จะช่วยทำให้เซลล์ประสาทหลายล้านเซลล์ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
หัดเล่นเครื่องเล่นใหม่ๆ การฟัง การควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ การแปลความโน๊ตดนตรีต่างๆ ช่วยทำให้การทำงานของสมองหลายด้านได้สัมพันธ์กัน
จดจำเนื้อเพลง เลือกเพลงที่ชอบและดูเนื้อเพลงไปด้วย รอบแรกฟังโดยไม่จำเนื้อเพลง รอบสองเขียนเนื้อเพลงและร้องตามไปด้วย การฟังอย่างตั้งอกตั้งใจจะช่วยเพิ่มศักยภาพในด้านความเข้าใจ ความคิดและความจดจำให้ดีขึ้น
ฝึกโฟกัสสายตา ลองนั่งจ้องตรงไปข้างหน้าโดยไม่กลอกตา มุ่งความสนใจไปที่สิ่งที่เราเห็น มองทุกสิ่งรอบๆอาจจดบันทึกก็ได้ว่าเห็นอะไรบ้าง วิธีนี้จะช่วยสมองในเรื่องความจำและโฟกัสของสายตาให้ดีขึ้น
ทำกิจกรรมเงียบๆคนเดียว หากิจกรรมที่ดีต่อสมองมานั่งทำ เช่น การเล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ การถักนิตติ้ง เป็นต้น การจดจ่ออยู่กับกิจกรรมจะช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสมองให้ดีขึ้น
          รู้วิธีฟิตสมองให้พัฒนาดียิ่งขึ้นกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็อย่าลืมลองนำไปปรับใช้กันดูนะจ๊ะ แต่พี่ปัดขอบอกอีกสักนิดนะจ๊ะ ว่าอย่าลืมทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ด้วยนะจ๊ะ เพื่อที่จะได้แข็งแรงทั้งร่างกายและสมอง

 

 

เคล็ดลับสร้างแรงจูงใจในการเรียน 

 



การที่เด็กจะประสบความสำเร็จในการเรียนนั้นจำเป็นต้องมีปัจจัยหลายประการ หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการสร้างแรงจูงใจในการเรียนให้เกิดขึ้นกับเด็ก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวของครูเองจะต้องเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้น และหมั่นสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของตนเองอย่างสม่ำเสมอด้วย

"เรียนรู้ข้ามโลก" ฉบับนี้ ขอนำเคล็ดลับการสร้างแรงจูงใจในการเรียน 8 ประการของ เท็ด นัสโบม ครูผู้มีประสบการณ์สอนในระดับชั้นประถมศึกษามากว่า 10 ปีในโรงเรียนไวเทเคอร์ มลรัฐโอเรกอน ในสหรัฐอเมริกา มาเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางสำหรับครูบ้านเราในการนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละโรงเรียน

ความกระตือรือร้นและตื่นเต้น

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นคือการได้เห็นเด็กๆ เรียนรู้ และผมก็มักจะให้เด็กรู้ว่าผมตื่นเต้นด้วย ผมบอกเด็กๆ ว่า "ยังมีเรื่องอีกมากมายที่พวกหนูต้องเรียนรู้ และเป้าหมายของครูคือสอนให้พวกหนูเป็นผู้เรียนที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา" นัสโบมกล่าวว่า ครูต้องหาทางที่จะกระตุ้นหรือหล่อเลี้ยงความกระตือรือร้นและความน่าตื่นเต้นของตนเองให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ เนื่องจากท่าทีในการสอนและการเรียนรู้ของครูจะส่งผ่านไปยังนักเรียนด้วย


ตั้งเป้าหมายสูง

นัสโบมเป็นครูที่ตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคนไว้สูง เขาพยายามจะสื่อไปถึงนักเรียนว่า "ความคาดหวังของครูคือ การที่นักเรียนสามารถบรรลุเป้าหมายในการเรียนที่ครูวางไว้" นัสโบมแสดงความเห็นว่า "หากครูตั้งเป้าหมายไว้สูง เด็กมีแนวโน้มจะเรียนรู้ได้ดีกว่า ในทางตรงข้าม ถ้าครูตั้งเป้าหมายต่ำ เด็กจะลดระดับการแสดงออกทางการเรียนของตนเองให้ต่ำลงเท่ากับความคาดหวังของครู"


ทางเลือก

นัสโบมมักจะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ฝึกฝนการเลือก ตัวอย่างเช่น เมื่อครูแจกกระดาษแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ ในคำสั่งระบุว่าเด็กสามารถเลือกทำโจทย์ข้อที่เป็นเลขคู่หรือเลขคี่ก็ได้ จากนั้นครูจะบอกต่อว่า "แต่ถ้านักเรียนเป็นคนที่ขยันหมั่นเพียรจริงๆ นักเรียนควรจะแก้โจทย์ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้เสร็จ" ในการใช้เทคนิคนี้ เป็นไปเพื่อ "เปลี่ยนวิธีการออกคำสั่งให้เป็นเรื่องของการท้าทาย" และมักพบว่ามีเด็กจำนวนถึงร้อยละ 90 ที่เลือกแก้โจทย์ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งต่อจนเสร็จ เพราะเด็กต้องการจัดตนเองอยู่ในกลุ่มคนที่มีความขยันหมั่นเพียร

 
ความรับผิดชอบ

ถึงแม้ว่านักเรียนจะมีโอกาสในการฝึกฝนการเลือก แต่นัสโบมก็ถ่วงดุลย์การมีอิสระนั้นโดยให้เด็กมีความรับผิดชอบ "เมื่อนักเรียนรู้ว่าตนเองต้องมีความรับผิดชอบ นักเรียนจะเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้อย่างน่าทึ่ง" แต่ละวัน นัสโบมจะเลือกเด็กนักเรียน 1 คนและมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลเรื่องการเข้าชั้นเรียนของเพื่อนๆ ในห้อง ซึ่งพบว่าเด็กๆ จะสนุกกับกับความรับผิดชอบ แม้แต่การเปิดประตูให้เพื่อนๆ เดินเข้าห้อง ที่เป็นเช่นนี้เพราะนัสโบมแสดงให้นักเรียนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องของคนที่น่ายกย่อง และเป็นผู้มีอภิสิทธิ์

 
เน้นด้านบวก

เวลาให้คะแนนนักเรียน นัสโบมจะเน้นโจทย์ที่เด็กตอบถูก เช่น ทำได้ 43 จาก 50 ข้อ มากกว่าบอกว่าเด็กทำผิด 7 ข้อ เมื่อเด็กแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้สำเร็จ ครูจะเขียนคำว่า "ดี" ลงไป และเพิ่มคะแนนเป็น 50 ในกระดาษคำตอบนั้น ในกรณีที่เด็กบ่นว่า "หนูเหลืออีก 7 คะแนนเองก็จะได้เต็ม" ครูจะตอบเด็กว่า "หนูได้ตั้ง 43 เต็ม 50 แน่ะ หนูทำได้ดีแล้ว"

 
เรียนแบบร่วมมือ

นักเรียนจะต้องมีสำนึกในเรื่องของความรับผิดชอบและการถูกตรวจสอบกับเพื่อนนักเรียนด้วยกันมากกว่าครู นัสโบมจะให้นักเรียนฝึกฝนการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันในกลุ่มเพื่อน โดยพยายามจัดให้เด็กที่มีลักษณะเป็นผู้นำ 1 คนกระจายอยู่ในแต่ละกลุ่ม เป็นต้น

 
นัสโบมกล่าวว่า นักเรียนมีแนวโน้มที่จะสร้างแรงจูงใจซึ่งกันและกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกลุ่ม โดยนักเรียนแต่ละคนจะมีจุดแข็งหรือความรู้สึกท้าทายเฉพาะตัว ซึ่งหากไม่มีสิ่งนี้จะไม่มีทางบรรลุเป้าหมายของกลุ่มได้

 
กำลังใจ

เมื่อสังเกตเห็นว่านักเรียนคนไหนกำลังประสบปัญหาหรือรู้สึกไม่สบายใจ นัสโบมจะพยายามมองหาจุดชมเชยจากการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเด็ก เป็นต้นว่า เมื่อเด็กเก็บเศษกระดาษที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ นัสโบมก็จะพูดชมเชยเด็กและให้รางวัล เนื่องจากเขาเชื่อว่าการที่เด็กได้กระทำดีแล้วครูชมแม้ว่าจะเล็กน้อยในวันที่เด็กประสบปัญหาหรือไม่สบายใจ จะช่วยดึงนักเรียนให้กลับมาสู่การเรียนได้ตามปกติ

 

ครูนัสโบมมักใช้กิจกรรมที่แตกต่างหลากหลายในการให้กำลังใจเด็ก บางครั้งครูจะร้องเพลงนำแฮปปี้เบริ์ดเดย์ในวันเกิดของเด็ก เป็นผู้นำในการทำห้องเรียนให้มีชีวิตชีวา และทำแผนภูมิบันทึกการหลุดของฟันน้ำนมของเด็ก ในกรณีที่เด็กบางคนมีปัญหาหรือรู้สึกไม่สบายใจ ครูจะจัดกิจกรรมหรือใช้วิธีการพิเศษที่จะทำให้เด็กมีความสบายใจขึ้น

"บางครั้งเมื่อเด็กบางคนรู้สึกไม่สบายใจ ผมมักจะพูดในชั้นเรียนว่า มีใครอยากให้เพื่อนและครูปรบมือให้ไหม ? ถ้ามีก้าวออกมาหน้าชั้นเรียนเลยเวลาที่เราพูดอย่างนี้เด็กมักจะก้าวออกมา และเราก็ปรบมือให้เขา ในตอนแรกเด็กอาจจะรู้สึกเก้อเขินบ้าง แต่ในที่สุดแล้วเขาจะตระหนักว่า ครูและเพื่อนๆ ในห้องต่างเป็นห่วงและรักเขา"

นอกจากวิธีการดังกล่าวแล้ว นัสโบมยังใช้วิธีที่เรียกว่า "ลูกแก้วในโถ" ในยามที่เด็กๆ ทั้งชั้นนั่งทำงานเงียบๆ และมุ่งมั่นอยู่กับงานที่ตนเองได้รับมอบหมาย ครูจะหย่อนลูกแก้วหนึ่งลูกลงในโถ "ผมตกลงกับเด็กๆ ว่า เมื่อเขาได้ยินเสียงลูกแก้วหล่นลงในโถ เขาจะต้องทำงานต่อไป" เมื่อลูกแก้วเต็มโถแล้ว เด็กทั้งห้องจะได้รับอนุญาตให้ทำกิจกรรมพิเศษที่พวกเขาสนใจ ซึ่งโดยทั่วไปเด็กๆ จะออกเสียงร่วมกันว่าอยากทำอะไร บางครั้งเป็นการดูหนังและรับประทานข้าวโพดคั่วไปด้วย หรือมีเวลาว่างในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น จับกลุ่มเล่นกัน เป็นต้น


กฎ กติกา

เพื่อให้ห้องเรียนดำเนินไปอย่างราบรื่น ครูจำเป็นต้องฝึกทักษะในการจัดการกับพฤติกรรมด้านลบของเด็กบางคน "เมื่อเด็กทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกโกรธ ผมจะใช้โอกาสนี้ในการสอนเด็ก"

นัสโบมทิ้งข้อคิดฝากไปถึงเพื่อนครูในท้ายที่สุดว่า "เมื่อครูรู้สึกสนุก เด็กจะรู้สึกสนุกไปด้วย และเมื่อครูสร้างแรงจูงใจให้แก่ตนเอง นักเรียนจะเกิดแรงจูงใจเช่นเดียวกัน"

 

การพัฒนาแรงจูงใจในการเรียน

แรงจูงใจเป็นตัวกระตุ้นให้คนเราแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ กัน หรือเป็นแรงขับ การที่คนแสดงพฤติกรรมอย่างใดนั้น เนื่องมาจากคนมีความต้องการ และการที่คนเรามีความต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักเป็นเพราะว่าเขาขาดสิ่งนั้น ความต้องการจะเป็นแรงผลักดันให้เราแสดงพฤติกรรมเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ๆ มาเมื่อได้สิ่งที่สนองความต้องการแล้ว เราจะหยุดพฤติกรรมนั้น แต่เนื่องจากมนุษย์มีความต้องการไม่สิ้นสุด จึงมีการแสดงพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลา

สำหรับแรงจูงใจทางการเรียน หรือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้ไม่ใช่เกิดตามกรรมพันธุ์ การฝึกฝนอบรม ตลอดจน สิ่งแวดล้อมจะมีผลโดยตรงต่อระดับแรงจูงใจของบุคคล

วิธีสร้างเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ให้สูงขึ้นนั้น มีหลักปฏิบัติดังนี้

1. ต้องรู้จักพึ่งตนเอง ไม่ว่าจะทำสิ่งใดถ้าไม่เกินความสามารถของตนแล้ว ควรจะเร่งรีบทำด้วยตนเอง ไม่ควรพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา
2. เป็นตัวของตัวเอง มีความเชื่อมั่นและมีเหตุผล ในการทำงานทุกครั้ง ถ้าได้พิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน อย่างมีเหตุผลแล้ว ก็ควรตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเองได้
3. ใช้ความสามารถของตนเองในการทำงานให้เต็มที่เสมอ เพื่อนำความสำเร็จ ความภาคภูมิใจมาสู่ตน
4. ต้องกล้าเผชิญกับปัญหา หรืออุปสรรคต่าง ๆ มุ่งมั่นที่จะเอาชนะปัญหาให้ได้ และพยายามให้ตนเองเกิดความรู้สึกเพลิดเพลินในการแก้ปัญหานั้น ๆ
5. พยายามแข่งขันกับตนเอง โดยตั้งความคาดหวัง หรือเกณฑ์มาตรฐานของตนเอาไว้ และพยายามทำให้ได้ผลสำเร็จไม่ต่ำกว่าเกณฑ์นั้น
6. ต้องรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย โดยตั้งใจทำงานนั้นให้บรรลุผลสำเร็จ

จงพยายามและทุ่มเทพลังงานลงไปในสิ่งที่นักศึกษาทำ ด้วยพลังและท่าทีที่ถูกต้องของตัวนักศึกษา นักศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ นักศึกษาสามารถแม้แต่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของนักศึกษาเองได้ ขอให้นักศึกษาจงสำรวมใจตั้งมั่นมีสมาธิกับกฎพื้นฐานต่อไปนี้

 


จงสร้างความรู้สึกว่านักศึกษารักการศึกษา

จงสร้างความรู้สึกว่านักศึกษาชอบวิชาที่กำลังเรียนอยู่ 

จงสร้างความรู้สึกที่ดีต่องานของนักศึกษาเอง
 
 

มีคำพูดที่กล่าวกันมา "คุณเป็นอย่างที่คุณคิด" ถ้านักศึกษาคิดในแง่ของความล้มเหลว นักศึกษาค่อนข้างแน่ใจได้ว่า นักศึกษาจะต้องประสบความล้มเหลว แต่ในทางกลับกัน ถ้านักศึกษาสามารถฉุดตัวเองขึ้นมา และเปลี่ยนท่าทีและพฤติกรรมการเรียนเสียใหม่ นักศึกษาก็จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดของนักศึกษาได้ ถ้านักศึกษาคิดถึงความสำเร็จ ท้ายที่สุด ความสำเร็จนั้นจะเป็นของนักศึกษา


การที่นักศึกษาจะสามารถสร้างท่าทีต่อการเรียนให้เป็นไปในเชิงบวก และสร้างสรรค์ได้นั้น ประการแรก นักศึกษาต้องยอมรับว่า ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับนักศึกษานั้นเองไม่ใช่ใครอื่น ถ้านักศึกษาได้กำหนด เป้าหมายและวางแผนที่จะสัมฤทธิ์ถึงเป้าหมายแล้ว พลังที่จะผลักดันให้กระทำเช่นนั้นมาจากตัวนักศึกษาเอง เมื่อนั้นนักศึกษาจะไม่รู้สึกเลยว่ามีอะไรมาบังคับตัวนักศึกษาเอง

จากคนไม่เรียนหนังสือ สู่ผู้พิพากษา  
 
 
นิทานธรรม(ทำ) ตอน (25) สูตรการเรียนเก่ง  
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น