10 เคล็ดลับกระตุ้นสมองให้ปลอดโปร่ง
สุขภาพของสมองนั้นมีความสำคัญไม่แพ้สุขภาพทางกายเลย ยิ่งหากจะทำงานให้เปี่ยมประสิทธิภาพด้วยแล้วต้องกระตุ้นสมองให้ปลอดโปร่งเป็นอันดับแรก และเราก็มี 10 เคล็ดลับกระตุ้นสมองให้ปลอดโปร่งโล่งสบายมาฝากกันดังนี้
1. อย่างดมื้อเช้า
สิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มพลังงานให้กับสมองคืออาหาร ซึ่งเราควรรับประทานอาหารให้ครบ
3
มื้อ และ ที่สำคัญอย่างมากเลยคืออาหารมื้อ เช้าค่ะ เนื่องจากอาหารเช้าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับคนเราได้
รวมทั้งยังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย
2. จิบน้ำบ่อยๆ
ทั้งนี้เป็นเพราะสมองของคนเราประกอบด้วยน้ำถึง 85%
เราจึงต้องดื่มน้ำให้เพียงพอคือ 8-10
แก้วต่อวัน โดยอาจจะไม่ต้องดื่มทีละแก้วแต่ปรับเปลี่ยนมาเป็นการจิบบ่อยๆ แทนค่ะ
นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยล่าสุดจากโรงเรียนแพทย์แวนเดอร์บิลท์ รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกาว่า
คนที่ดื่มน้ำผักผลไม้สดเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์
โรคความจำเสื่อม ได้มากถึง 79%
3. ฝึกหายใจลึกๆ
ทั้งนี้เพื่อให้ออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมองได้อย่างพอเพียง และการฝึกหายใจลึกๆ
เพื่อเอาออกซิเจนเข้าไปในปอดเพิ่มขึ้นก็จะช่วยให้มีออกซิเจนส่งต่อไปยังสมองได้มากขึ้น
4. หาเวลาไปเมาท์กับเพื่อนบ้าง
มีการวิจัยพบว่าความเครียดที่เกิดจากความเหงาจะก่อให้เกิดภาวะคอร์ติซอลมากเกิน
ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
ดังนั้นนักวิจัยจึงแนะนำให้คนเราคลายเครียดด้วยการหันไปพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อนร่วมงาน
หรือไม่ก็อาจจะไปนั่งเมาท์ช่วงมื้อเที่ยงกับเพื่อนบ้างเพื่อช่วยให้บรรเทาความเครียด
นอกจากนี้ระหว่างที่เราพูดคุยอาจมีเรื่องให้หัวเราะและยิ้มได้
ซึ่งการหัวเราะและยิ้มบ่อยๆ นี้จะช่วยให้คนเราคลายเครียดได้
5. ดาร์กช็อกโกแลตช่วยกระตุ้นสมองได้ล่าสุดมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมออกมาว่า
สารประกอบหลักในดาร์ก ช็อกโกแลตคือ ฟลาโวนอยด์
มีฤทธิ์ในการกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของสมองได้ดีขึ้น
ดังนั้นใครที่ชอบกินช็อกโกแลตอยู่แล้วก็กินต่อไปได้อย่างสบายใจเลยค่ะ
เพียงแต่ให้เลือกทานดาร์กช็อกโกแลตแทนช็อกโกแลตนม
และนอกจากสารฟลาโวนอยด์จะมีอยู่ในดาร์ก ช็อกโกแลตแล้ว ยังพบได้ในชาเขียว
บลูเบอร์รี่ และไวน์แดงด้วย
6. ฝึกสมาธิ
ทั้งนี้คุณๆ อาจทำได้โดยการนั่งสมาธิตอนเช้าหรือก่อนนอนวันละประมาณ 15
นาที เพื่อให้สมองผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง ส่วนอีกวิธีหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์แนะนำคือ
ให้เดินเท้าเปล่าบนพื้นผิวที่ขรุขระเพื่อเสริมสมาธิ อย่างเช่นเดินบนพื้นกรวด
ซึ่งวิธีนี้จะช่วยทำให้ระบบหูชั้นในทำงานดีขึ้น
เมื่อระบบดังกล่าวทำงานดีแล้วจะช่วยทำให้สมดุลของร่างกายดีตามไปด้วย
7. กินมันบดช่วยเสริมความจำ
ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะว่าเจ้ามันฝรั่งบดจะช่วยเสริมความจำได้
แต่ก็เป็นไปแล้วล่ะค่ะเพราะมีการวิจัยพบว่า
ในมันฝรั่งนั้นมีกลูโคสที่จะไปช่วยเสริมการสร้างแอซิติลโคลีน
ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยกระตุ้นและยับยั้งระบบประสาทของคนเรา
ถ้าเมื่อใดที่แอซิติลโคลีนลดลงก็จะทำให้ความจำและสมาธิลดน้อยลงไปด้วย
8. กินอาหารที่มีประโยชน์และอาหารเสริม
การกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบหมู่นอกจากจะช่วยรักษาสุขภาพทางร่างกายแล้วยังช่วยให้สุขภาพสมองดีตามไปด้วยค่ะ
ส่วนการกินไขมันดีอย่างเช่น น้ำมันปลา ปลาแซลมอน ถั่วเหลือง น้ำมันพริมโรส
นั้นจะทำให้ร่างกายได้รับไขมันดีไปทดแทนไขมันที่สึกหรอในสมอง
9. รู้จักปล่อยวางและให้อภัย
การปล่อยวางกับเรื่องราวบางอย่าง
และการให้อภัยนั้นจะช่วยให้สมองของเราลดภาระในการจดจำค่ะ
เพราะระหว่างที่เราเฝ้าครุ่นคิดกับเรื่องบางเรื่องก็จะก่อให้เกิดความเครียดขึ้นได้
ในขณะที่เมื่อเราโกรธตัวเองหรือโกรธคนอื่น สมองก็จะต้องทำงานอย่างหนัก
ดังนั้นเรามาฝึกปล่อยวางและให้อภัยกันทุกวันดีกว่า
10. ท่องบทกลอนหรือบทสวดมนต์เป็นประจำ
ทั้งนี้เป็นเพราะมีการวิจัยพบว่า หากคนเราได้อ่านข้อความและท่องซ้ำๆ จะเป็นการช่วยกระตุ้นการจดจำได้
สิ่งที่เราควรทำคือท่องกลอนหรือท่องบทสวดมนต์สัปดาห์ละบท พอผ่านไป 1 สัปดาห์ก็ลองกลับมาทบทวนดูว่า
ที่ท่องไปนั้นจดจำได้มากน้อยแค่ไหน
การฝึกทางด้านความจำของสมองในระดับต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การจดจำ และการคิด
นอกจากช่วยพัฒนาสมองแล้วยังช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์สมองด้วย
•เล่นลูกบอล
การขว้างและรับลูกบอลใบใหญ่จาก 1
ลูกเพิ่มเป็น 2 ลูก
จะทำให้สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวและการรับสิ่งของได้ดีขึ้น
ช่วยสมองให้พัฒนาในด้านการมองเห็น ระบบประสาท
และการทำงานประสานกันระหว่างมือและสายตา
•ลดเสียงโทรทัศน์ลง
การฟังอย่างตั้งใจจะช่วยทำให้ช่วยฝึกสมองในเรื่องการจับใจความสำคัญของสิ่งที่ได้ยินได้ฟังได้อย่างรวดเร็ว
•ฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัด
เริ่มด้วยการแปรงฟัน และเริ่มกิจกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น
การใช้ช้อนตักข้าว เป็นต้น ฝึกกิจกรรมเหล่านี้บ่อยๆ
จะช่วยทำให้เซลล์ประสาทหลายล้านเซลล์ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
•หัดเล่นเครื่องเล่นใหม่ๆ การฟัง
การควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ การแปลความโน๊ตดนตรีต่างๆ
ช่วยทำให้การทำงานของสมองหลายด้านได้สัมพันธ์กัน
•จดจำเนื้อเพลง
เลือกเพลงที่ชอบและดูเนื้อเพลงไปด้วย รอบแรกฟังโดยไม่จำเนื้อเพลง
รอบสองเขียนเนื้อเพลงและร้องตามไปด้วย
การฟังอย่างตั้งอกตั้งใจจะช่วยเพิ่มศักยภาพในด้านความเข้าใจ
ความคิดและความจดจำให้ดีขึ้น
•ฝึกโฟกัสสายตา
ลองนั่งจ้องตรงไปข้างหน้าโดยไม่กลอกตา มุ่งความสนใจไปที่สิ่งที่เราเห็น
มองทุกสิ่งรอบๆอาจจดบันทึกก็ได้ว่าเห็นอะไรบ้าง
วิธีนี้จะช่วยสมองในเรื่องความจำและโฟกัสของสายตาให้ดีขึ้น
•ทำกิจกรรมเงียบๆคนเดียว
หากิจกรรมที่ดีต่อสมองมานั่งทำ เช่น การเล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ การถักนิตติ้ง
เป็นต้น การจดจ่ออยู่กับกิจกรรมจะช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสมองให้ดีขึ้น
รู้วิธีฟิตสมองให้พัฒนาดียิ่งขึ้นกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ก็อย่าลืมลองนำไปปรับใช้กันดูนะจ๊ะ แต่พี่ปัดขอบอกอีกสักนิดนะจ๊ะ
ว่าอย่าลืมทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ด้วยนะจ๊ะ
เพื่อที่จะได้แข็งแรงทั้งร่างกายและสมอง
เคล็ดลับสร้างแรงจูงใจในการเรียน
การที่เด็กจะประสบความสำเร็จในการเรียนนั้นจำเป็นต้องมีปัจจัยหลายประการ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการสร้างแรงจูงใจในการเรียนให้เกิดขึ้นกับเด็ก
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวของครูเองจะต้องเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้น
และหมั่นสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของตนเองอย่างสม่ำเสมอด้วย
"เรียนรู้ข้ามโลก"
ฉบับนี้ ขอนำเคล็ดลับการสร้างแรงจูงใจในการเรียน 8
ประการของ เท็ด นัสโบม ครูผู้มีประสบการณ์สอนในระดับชั้นประถมศึกษามากว่า 10
ปีในโรงเรียนไวเทเคอร์ มลรัฐโอเรกอน ในสหรัฐอเมริกา
มาเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางสำหรับครูบ้านเราในการนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละโรงเรียน
ความกระตือรือร้นและตื่นเต้น
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นคือการได้เห็นเด็กๆ
เรียนรู้ และผมก็มักจะให้เด็กรู้ว่าผมตื่นเต้นด้วย ผมบอกเด็กๆ ว่า
"ยังมีเรื่องอีกมากมายที่พวกหนูต้องเรียนรู้ และเป้าหมายของครูคือสอนให้พวกหนูเป็นผู้เรียนที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา"
นัสโบมกล่าวว่า
ครูต้องหาทางที่จะกระตุ้นหรือหล่อเลี้ยงความกระตือรือร้นและความน่าตื่นเต้นของตนเองให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ
เนื่องจากท่าทีในการสอนและการเรียนรู้ของครูจะส่งผ่านไปยังนักเรียนด้วย
ตั้งเป้าหมายสูง
นัสโบมเป็นครูที่ตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคนไว้สูง
เขาพยายามจะสื่อไปถึงนักเรียนว่า "ความคาดหวังของครูคือ
การที่นักเรียนสามารถบรรลุเป้าหมายในการเรียนที่ครูวางไว้"
นัสโบมแสดงความเห็นว่า "หากครูตั้งเป้าหมายไว้สูง เด็กมีแนวโน้มจะเรียนรู้ได้ดีกว่า
ในทางตรงข้าม ถ้าครูตั้งเป้าหมายต่ำ
เด็กจะลดระดับการแสดงออกทางการเรียนของตนเองให้ต่ำลงเท่ากับความคาดหวังของครู"
ทางเลือก
นัสโบมมักจะเปิดโอกาสให้เด็กๆ
ได้ฝึกฝนการเลือก ตัวอย่างเช่น เมื่อครูแจกกระดาษแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์
ในคำสั่งระบุว่าเด็กสามารถเลือกทำโจทย์ข้อที่เป็นเลขคู่หรือเลขคี่ก็ได้
จากนั้นครูจะบอกต่อว่า "แต่ถ้านักเรียนเป็นคนที่ขยันหมั่นเพียรจริงๆ
นักเรียนควรจะแก้โจทย์ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้เสร็จ" ในการใช้เทคนิคนี้
เป็นไปเพื่อ "เปลี่ยนวิธีการออกคำสั่งให้เป็นเรื่องของการท้าทาย"
และมักพบว่ามีเด็กจำนวนถึงร้อยละ 90
ที่เลือกแก้โจทย์ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งต่อจนเสร็จ
เพราะเด็กต้องการจัดตนเองอยู่ในกลุ่มคนที่มีความขยันหมั่นเพียร
ความรับผิดชอบ
ถึงแม้ว่านักเรียนจะมีโอกาสในการฝึกฝนการเลือก
แต่นัสโบมก็ถ่วงดุลย์การมีอิสระนั้นโดยให้เด็กมีความรับผิดชอบ "เมื่อนักเรียนรู้ว่าตนเองต้องมีความรับผิดชอบ
นักเรียนจะเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้อย่างน่าทึ่ง" แต่ละวัน
นัสโบมจะเลือกเด็กนักเรียน 1
คนและมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลเรื่องการเข้าชั้นเรียนของเพื่อนๆ ในห้อง
ซึ่งพบว่าเด็กๆ จะสนุกกับกับความรับผิดชอบ แม้แต่การเปิดประตูให้เพื่อนๆ
เดินเข้าห้อง
ที่เป็นเช่นนี้เพราะนัสโบมแสดงให้นักเรียนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องของคนที่น่ายกย่อง
และเป็นผู้มีอภิสิทธิ์
เน้นด้านบวก
เวลาให้คะแนนนักเรียน
นัสโบมจะเน้นโจทย์ที่เด็กตอบถูก เช่น ทำได้ 43 จาก
50 ข้อ
มากกว่าบอกว่าเด็กทำผิด 7 ข้อ
เมื่อเด็กแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้สำเร็จ ครูจะเขียนคำว่า "ดี"
ลงไป และเพิ่มคะแนนเป็น 50
ในกระดาษคำตอบนั้น ในกรณีที่เด็กบ่นว่า "หนูเหลืออีก 7
คะแนนเองก็จะได้เต็ม" ครูจะตอบเด็กว่า "หนูได้ตั้ง 43
เต็ม 50
แน่ะ หนูทำได้ดีแล้ว"
เรียนแบบร่วมมือ
นักเรียนจะต้องมีสำนึกในเรื่องของความรับผิดชอบและการถูกตรวจสอบกับเพื่อนนักเรียนด้วยกันมากกว่าครู
นัสโบมจะให้นักเรียนฝึกฝนการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันในกลุ่มเพื่อน โดยพยายามจัดให้เด็กที่มีลักษณะเป็นผู้นำ
1
คนกระจายอยู่ในแต่ละกลุ่ม เป็นต้น
นัสโบมกล่าวว่า
นักเรียนมีแนวโน้มที่จะสร้างแรงจูงใจซึ่งกันและกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกลุ่ม
โดยนักเรียนแต่ละคนจะมีจุดแข็งหรือความรู้สึกท้าทายเฉพาะตัว
ซึ่งหากไม่มีสิ่งนี้จะไม่มีทางบรรลุเป้าหมายของกลุ่มได้
กำลังใจ
เมื่อสังเกตเห็นว่านักเรียนคนไหนกำลังประสบปัญหาหรือรู้สึกไม่สบายใจ
นัสโบมจะพยายามมองหาจุดชมเชยจากการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเด็ก เป็นต้นว่า
เมื่อเด็กเก็บเศษกระดาษที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ นัสโบมก็จะพูดชมเชยเด็กและให้รางวัล
เนื่องจากเขาเชื่อว่าการที่เด็กได้กระทำดีแล้วครูชมแม้ว่าจะเล็กน้อยในวันที่เด็กประสบปัญหาหรือไม่สบายใจ
จะช่วยดึงนักเรียนให้กลับมาสู่การเรียนได้ตามปกติ
ครูนัสโบมมักใช้กิจกรรมที่แตกต่างหลากหลายในการให้กำลังใจเด็ก
บางครั้งครูจะร้องเพลงนำแฮปปี้เบริ์ดเดย์ในวันเกิดของเด็ก
เป็นผู้นำในการทำห้องเรียนให้มีชีวิตชีวา
และทำแผนภูมิบันทึกการหลุดของฟันน้ำนมของเด็ก
ในกรณีที่เด็กบางคนมีปัญหาหรือรู้สึกไม่สบายใจ
ครูจะจัดกิจกรรมหรือใช้วิธีการพิเศษที่จะทำให้เด็กมีความสบายใจขึ้น
"บางครั้งเมื่อเด็กบางคนรู้สึกไม่สบายใจ
ผมมักจะพูดในชั้นเรียนว่า ‘มีใครอยากให้เพื่อนและครูปรบมือให้ไหม
? ถ้ามีก้าวออกมาหน้าชั้นเรียนเลย’ เวลาที่เราพูดอย่างนี้เด็กมักจะก้าวออกมา
และเราก็ปรบมือให้เขา ในตอนแรกเด็กอาจจะรู้สึกเก้อเขินบ้าง
แต่ในที่สุดแล้วเขาจะตระหนักว่า ครูและเพื่อนๆ ในห้องต่างเป็นห่วงและรักเขา"
นอกจากวิธีการดังกล่าวแล้ว
นัสโบมยังใช้วิธีที่เรียกว่า "ลูกแก้วในโถ" ในยามที่เด็กๆ
ทั้งชั้นนั่งทำงานเงียบๆ และมุ่งมั่นอยู่กับงานที่ตนเองได้รับมอบหมาย
ครูจะหย่อนลูกแก้วหนึ่งลูกลงในโถ "ผมตกลงกับเด็กๆ ว่า
เมื่อเขาได้ยินเสียงลูกแก้วหล่นลงในโถ เขาจะต้องทำงานต่อไป"
เมื่อลูกแก้วเต็มโถแล้ว เด็กทั้งห้องจะได้รับอนุญาตให้ทำกิจกรรมพิเศษที่พวกเขาสนใจ
ซึ่งโดยทั่วไปเด็กๆ จะออกเสียงร่วมกันว่าอยากทำอะไร
บางครั้งเป็นการดูหนังและรับประทานข้าวโพดคั่วไปด้วย
หรือมีเวลาว่างในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น จับกลุ่มเล่นกัน เป็นต้น
กฎ
กติกา
เพื่อให้ห้องเรียนดำเนินไปอย่างราบรื่น
ครูจำเป็นต้องฝึกทักษะในการจัดการกับพฤติกรรมด้านลบของเด็กบางคน
"เมื่อเด็กทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกโกรธ
ผมจะใช้โอกาสนี้ในการสอนเด็ก"
นัสโบมทิ้งข้อคิดฝากไปถึงเพื่อนครูในท้ายที่สุดว่า
"เมื่อครูรู้สึกสนุก เด็กจะรู้สึกสนุกไปด้วย
และเมื่อครูสร้างแรงจูงใจให้แก่ตนเอง นักเรียนจะเกิดแรงจูงใจเช่นเดียวกัน"
การพัฒนาแรงจูงใจในการเรียน
แรงจูงใจเป็นตัวกระตุ้นให้คนเราแสดงพฤติกรรมต่าง
ๆ กัน หรือเป็นแรงขับ การที่คนแสดงพฤติกรรมอย่างใดนั้น เนื่องมาจากคนมีความต้องการ
และการที่คนเรามีความต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักเป็นเพราะว่าเขาขาดสิ่งนั้น
ความต้องการจะเป็นแรงผลักดันให้เราแสดงพฤติกรรมเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ๆ
มาเมื่อได้สิ่งที่สนองความต้องการแล้ว เราจะหยุดพฤติกรรมนั้น
แต่เนื่องจากมนุษย์มีความต้องการไม่สิ้นสุด จึงมีการแสดงพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลา
สำหรับแรงจูงใจทางการเรียน
หรือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้ไม่ใช่เกิดตามกรรมพันธุ์
การฝึกฝนอบรม ตลอดจน สิ่งแวดล้อมจะมีผลโดยตรงต่อระดับแรงจูงใจของบุคคล
วิธีสร้างเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ให้สูงขึ้นนั้น
มีหลักปฏิบัติดังนี้
1. ต้องรู้จักพึ่งตนเอง
ไม่ว่าจะทำสิ่งใดถ้าไม่เกินความสามารถของตนแล้ว ควรจะเร่งรีบทำด้วยตนเอง
ไม่ควรพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา
2. เป็นตัวของตัวเอง
มีความเชื่อมั่นและมีเหตุผล ในการทำงานทุกครั้ง ถ้าได้พิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน
อย่างมีเหตุผลแล้ว ก็ควรตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเองได้
3. ใช้ความสามารถของตนเองในการทำงานให้เต็มที่เสมอ
เพื่อนำความสำเร็จ ความภาคภูมิใจมาสู่ตน
4. ต้องกล้าเผชิญกับปัญหา
หรืออุปสรรคต่าง ๆ มุ่งมั่นที่จะเอาชนะปัญหาให้ได้ และพยายามให้ตนเองเกิดความรู้สึกเพลิดเพลินในการแก้ปัญหานั้น
ๆ
5. พยายามแข่งขันกับตนเอง
โดยตั้งความคาดหวัง หรือเกณฑ์มาตรฐานของตนเอาไว้
และพยายามทำให้ได้ผลสำเร็จไม่ต่ำกว่าเกณฑ์นั้น
6. ต้องรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย
โดยตั้งใจทำงานนั้นให้บรรลุผลสำเร็จ
จงพยายามและทุ่มเทพลังงานลงไปในสิ่งที่นักศึกษาทำ
ด้วยพลังและท่าทีที่ถูกต้องของตัวนักศึกษา
นักศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติต่อสิ่งต่าง ๆ ได้
นักศึกษาสามารถแม้แต่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของนักศึกษาเองได้
ขอให้นักศึกษาจงสำรวมใจตั้งมั่นมีสมาธิกับกฎพื้นฐานต่อไปนี้
จงสร้างความรู้สึกว่านักศึกษารักการศึกษา
จงสร้างความรู้สึกว่านักศึกษาชอบวิชาที่กำลังเรียนอยู่
จงสร้างความรู้สึกที่ดีต่องานของนักศึกษาเอง
มีคำพูดที่กล่าวกันมา
"คุณเป็นอย่างที่คุณคิด" ถ้านักศึกษาคิดในแง่ของความล้มเหลว
นักศึกษาค่อนข้างแน่ใจได้ว่า นักศึกษาจะต้องประสบความล้มเหลว แต่ในทางกลับกัน
ถ้านักศึกษาสามารถฉุดตัวเองขึ้นมา และเปลี่ยนท่าทีและพฤติกรรมการเรียนเสียใหม่
นักศึกษาก็จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดของนักศึกษาได้ ถ้านักศึกษาคิดถึงความสำเร็จ
ท้ายที่สุด ความสำเร็จนั้นจะเป็นของนักศึกษา
การที่นักศึกษาจะสามารถสร้างท่าทีต่อการเรียนให้เป็นไปในเชิงบวก
และสร้างสรรค์ได้นั้น ประการแรก นักศึกษาต้องยอมรับว่า
ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับนักศึกษานั้นเองไม่ใช่ใครอื่น ถ้านักศึกษาได้กำหนด
เป้าหมายและวางแผนที่จะสัมฤทธิ์ถึงเป้าหมายแล้ว
พลังที่จะผลักดันให้กระทำเช่นนั้นมาจากตัวนักศึกษาเอง
เมื่อนั้นนักศึกษาจะไม่รู้สึกเลยว่ามีอะไรมาบังคับตัวนักศึกษาเอง
จากคนไม่เรียนหนังสือ สู่ผู้พิพากษา
นิทานธรรม(ทำ) ตอน (25) สูตรการเรียนเก่ง
